17 ธันวาคม 2563 yarinda
กลยุทธ์ที่ดี เมื่อต้องเข้าสู่ BIG DATA

เมื่อพูดถึงการนำ Big Data มาใช้กับธุรกิจ สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เลยก็คือ การเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งมีขั้นตอนมากมายที่เกี่ยวข้องก่อนไปสู่การทำ Big Data แต่คำว่า Big ในชื่อของมัน ก็สื่อความแล้วว่า การหา Insight นั้น จำเป็นต้องได้ข้อมูลที่เยอะมากพอ

ในตอนเริ่มนั้น ข้อมูลที่เรามีอยู่ในมืออาจจะไม่เพียงพอให้นำไปใช้ อีกทั้งอาจมีข้อจำกัดในเรื่องจำนวนบุคลากรและงบประมาณ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เสียเวลาในการรวบรวมข้อมูล

วันนี้เราจะมาพูดถึง "กลยุทธ์ที่ดี เมื่อต้องเข้าสู่ Big Data"


1. เปลี่ยนงาน Manual ให้เป็นงาน Automation
หนึ่งในข้อมูลที่สร้างโอกาสมหาศาลให้แก่ธุรกิจมากที่สุด นั่นก็คือ ข้อมูลจากลูกค้านั่นเอง
แน่นอนว่าชุดข้อมูลที่ดีนั้น เราต้องเก็บมาจากผู้ใช้จริง ต้องไปพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกับลูกค้า แม้ว่า Customer Support และ Sales เป็นสองฝ่ายที่มีโอกาสคลุกคลีกับลูกค้ามากที่สุด แต่นอกเหนือจากการทำรายงานตามปกติแล้ว ข้อมูลเล็กน้อยตลอดทางต่างๆ เช่น Preference ความชอบของลูกค้า อาจไม่ได้ถูกเก็บอย่างเป็นระเบียบ 

การที่จะแยกข้อมูลเหล่านี้อาจจะทำให้เสียเวลาได้ โดยไม่ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าแรงและเวลา ดังนั้น หน้าที่ของการเก็บรวบรวมข้อมูลจึงไม่จำเป็นต้องเป็นหน้าที่ของคนเสมอไป แต่สามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยงานได้ เราเรียกเทคโนโลยีที่ช่วยในการทำงานอัตโนมัติว่า ‘Automation’

2. กำหนดขอบเขตของข้อมูลที่สนใจ


ไม่ควรตั้งเป้าที่จะได้ข้อมูลมาให้มากที่สุด
แต่ควรตั้งเป้าว่าจะได้ข้อมูลที่น่าสนใจมา


ชุดข้อมูลตั้งต้นเป็นสิ่งที่จำเป็นมากต่อระบบ เพราะจะช่วยให้สามารถพัฒนาระบบไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ และทำให้เห็นข้อบกพร่องต่างๆ ของระบบ แต่การจะเก็บข้อมูลตั้งต้นจากผู้ใช้งานจริงนั้นกลับไม่ใช่เรื่องง่าย และการจะโน้มน้าวให้ใครมาใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็เป็นเรื่องที่ท้าทาย

เพื่อให้การเก็บรวบรวมข้อมูลทำได้ง่ายขึ้น การจำกัดขอบเขตข้อมูลให้เล็กลง และตรงกับที่เราต้องการจริงๆ นั้นจึงเป็นสิ่งที่ช่วยลดเวลาในการเก็บข้อมูลที่ไม่จำเป็นลงได้ ซึ่งการตั้งขอบเขตของการถามตอบกับผู้ใช้นั้น สามารถใช้ Chatbot ทำงานแทนได้

 

3.ทุ่นแรงด้วยเครื่องมือ/คนนอก
บางครั้งการนำเครื่องมือเข้ามาช่วยในการจัดการกับข้อมูลอย่างเช่น Amazon Mechanical Turk หรือ CrowdFlower ก็เป็นวิธีการที่ช่วยจัดระเบียบข้อมูลได้ดีกว่าการที่ต้องนำคนของเราไปทำเอง หรืออีกทางเลือกหนึ่งก็คือ การใช้บริษัท Outsource ช่วยจัดการ ก็จะทำให้เราลดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายได้ อีกทั้งเครื่องมือที่ได้มาตรฐานและผู้เชี่ยวชาญก็จะช่วยอธิบายการทำงานในภาพรวมได้ดีกว่าการใช้งานบุคลากรที่ไม่มีความคุ้นชินในเรื่องนี้ และยังทำให้ได้งานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย

 

4.User-in-the-loop ให้ผู้ใช้มาช่วยรวบรวมข้อมูล
หนึ่งในกลยุทธ์สุดคลาสสิกที่หลายองค์กรนำมาใช้ก็คือ User-in-the-loop ที่จะเน้นไปที่การให้ผู้ใช้ส่งข้อมูลกลับเข้ามาในระบบ เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลของเราให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น Google (เครื่องมือช่วยในการเสิร์ช แปลภาษา เครื่องมือวิเคราะห์เว็บไซต์) Facebook (การแท็กเพื่อนในรูปภาพ)  Wikipedia (การเขียนข้อมูลเพิ่มเติมในบทความ) ซึ่งผู้ใช้งานไม่รู้ตัวเลยว่าได้ช่วยองค์กรจัดประเภทข้อมูลไปแบบไม่รู้ตัว

 

5. สร้างเครื่องมือมาช่วย
การสร้างแอปพลิเคชันเฉพาะขึ้นมาเพื่อแยกกลุ่มเป้าหมายของผู้ใช้งาน ก็เป็นที่นิยมในแวดวงธุรกิจสตาร์ทอัพอยู่ไม่น้อย แต่ถึงอย่างนั้น วิธีนี้ก็อาจจะไม่ได้เรียกว่าดีเท่าไรนัก เพราะมันค่อนข้างมีความเสี่ยง เมื่อต้องลงทุนทั้งเงิน แรง และเวลา เพื่อสร้างแอปพลิเคชันขึ้นมาช่วยในการโปรโมท ถ้าไม่มั่นใจมากพอว่าจะมีคนโหลดไปใช้งานจริงๆ อาจทำให้สิ่งที่ทำไปนั้นสูญเปล่า

กลยุทธ์ที่ดูจะเป็นที่นิยมในหมู่ธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีการใช้เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจคือ การสร้างแอปพลิเคชันเฉพาะขึ้นมาเพื่อใช้แยกกลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมาย กลยุทธ์นี้ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ปราศจากความเสี่ยง เพราะมันหมายถึงคุณต้องมีการลงทุนทั้งเงินและเวลาในการสร้างแอปพลิเคชันและการโปรโมท ดังนั้น สตาร์ทอัพที่ใช้กลยุทธ์นี้จึงต้องมั่นใจว่าคุณสร้างแอปพลิเคชันที่เจ๋งมากพอให้ลูกค้าเต็มใจโหลดไปใช้งาน

 

6. กับดักข้อมูล (Gated Content)
อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเก็บรวบรวมข้อมูลก็คือการสร้างสิ่งที่เรียกว่า กับดักข้อมูล โดยสร้างบางสิ่งที่มีคุณค่าต่อผู้ใช้ แลกกับการที่ผู้ใช้งานจะยอมส่งต่อข้อมูลของตัวเองให้ เช่น แอปพลิเคชันที่บริษัท BillGuard ทำขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้เครดิตการ์ด จัดการกับรายจ่ายที่ไม่ควรเกิดขึ้น ซึ่งในขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ถูกจำแนกโดยผู้ใช้ก็จะถูกส่งกลับมาในระบบ เพื่อนำไปใช้แยกข้อมูลการฉ้อโกงออกมา และสามารถนำไปใช้ต่อได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่ทำขึ้นโดยยึดตาม Core Business ของธุรกิจสตาร์ทอัพนั้นๆ

 

7. ข้อมูลจาก Third-party
วิธีนี้ก็จะคล้ายๆ กับวิธีข้างบน แตกต่างกันที่เราจะต้อง เสียค่าใช้จ่ายในการทำ License เพื่อเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพที่บริษัท Third-party นั้นเก็บรวบรวมไว้ แต่จะได้ข้อมูลที่ตรงตามความต้องการและนำไปวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาระบบของเราเองได้ เช่น การขอข้อมูลผู้ใช้จาก Facebook หรือ Google นั่นเอง