6 เทรนด์ใน INSTAGRAM ที่นักการตลาดไม่ควรพลาด


แพลตฟอร์มของโซเชียลมีเดียต่างๆ เริ่มผันตัวเองมามีบทบาททางการตลาดมากขึ้น หลายๆ ช่องที่เอาไว้ใช้ติดต่อสื่อสารก็ได้เป็นตัวช่วยให้เกิดปฏิสัมพันธ์และการพูดคุยมากขึ้นระหว่างเจ้าของแบรนด์และลูกค้า เช่นเดียวกันกับ Instagram ที่มีผู้ใช้งานมากขึ้น ผู้ใช้งานหลายท่านได้เป็นทั้งพ่อค้าแม่ค้าและลูกค้า ส่งผลให้ Instagram มีความนิยมเพิ่ม และ Instagram ก็ได้มีฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่จะตอบโจทย์ผู้ใช้งานให้สนุกและมีสีสันในการโพสต์ ไม่ว่าจะเป็นโพสต์ส่วนตัวหรือโพสต์เพื่อการค้า และ 6 สิ่งต่อไปนี้คือเทรนด์ที่นักการตลาดทั้งหลายไม่ควรพลาด

1.เป็นร้านค้าบนโลกโซเชียล
จากการใช้งาน Social ที่มีความยอดฮิต เป็นโอกาสที่ดีของแบรนด์ที่จะทำให้ได้ติดต่อสื่อสารกับลูกค้ามากขึ้น โดยการใช้งานฟีเจอร์บางอย่างของ Instagram ที่ทำให้ลูกค้ามีการค้นหาจาก Location และแฮชแท็ก ที่จะทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงร้านของเราได้ อีกทั้งจากผลสำรวจของกลุ่มคนยุคมิลเลนเนียลได้บอกว่า หากพวกเขามีการติดต่อและสื่อสารกับแบรนด์ได้จะทำให้พวกเขานั้นกลายมาเป็นลูกค้าประจำต่อแบรนด์นั้นๆ ได้อีกด้วย 

2.ถึงแม้ว่า Video จะมาแรงแต่แบรนด์ควรใช้ Stories ให้มากขึ้น
ในปี 2019 มีการคาดการณ์ว่าจะมียอดการชมวิดีดอเพิ่มขึ้นมากถึง 72% เป็นโอกาสอันดีที่แบรนด์ต่างๆ จะได้ทำการสร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจโดยผ่านรูปแบบวิดีโอมากขึ้น ซึ่งภาพและวิดีโอนั้นจะเป็นสิ่งีท่ดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคได้เสมอ และฟีเจอร์ Stories ใน Instagram คือการโพสต์เกี่ยวกับรูปภาพและวิดีโอที่มีอายุเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งหากสิ่งที่เราอัปโหลดมีความน่าสนใจก็จะทำให้เกิดการติดตามจากกลุ่มผู้บริโภคและถือเป็นการสร้างสรรค์วิดีโอและคอนเทนต์รูปแบบใหม่ๆ ให้น่าติดตามมากขึ้น

3.เพียงแค่แชทก็ปิดการขายได้แล้ว
Instagram ได้เพิ่มฟีเจอร์การแชทขึ้นมาเพื่อสะดวกต่อการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการมากขึ้น อีกทั้งเมื่อเข้าสู่ยุคโซเชียลมีเดียที่มีการสนทนากันผ่านแชทมากขึ้น ช่องทางการส่งข้อความและแชทหากันจึงเป็นช่องทางที่สะดวก รวดเร็ว และประหยัด และคาดการณ์ว่าในอนาคตจะมีการซื้อขายกันผ่านช่องทางข้อความมากขึ้นด้วย แบรนด์จึงมีความจำเป็นต้องให้ความสำคัญในส่วนของการสนทนาผ่านแชทด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกต่อลูกค้าและเพื่อให้ปิดการขายให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

4.ธุรกิจเล็กๆ ได้แจ้งเกิดบนโซเชียล
บางครั้งแบรนด์การตลาดระดับโลกก็มีแต่แบรนด์ใหญ่ๆ เท่านั้นที่ทำได้ นั่นเพราะชื่อเสียงและงบประมาณที่เราเหล่าธุรกิจแบรนด์เล็กๆ มิอาจเอื้อมถึง แต่เมื่อโซเชียลมีเดียได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น แบรนด์เล็กใหญ่ก็ได้มีพื้นที่มากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคได้มีทางเลือกในการซื้อสินค้า อีกทั้งยังเป็นการเปิดดอกาสให้แบรนด์ต่างๆ ได้ทดลองเปิดตลาดเพื่อเสนอต่อผู้บริโภคอีกด้วย 

5.การเติบโตของ Nichw Market
โซเชียลมีเดียได้เชื่อมกลุ่มคนที่มีความสนใจเดียวกันไว้ให้อยู่ใกล้ๆ กัน อาจจะเห็นได้ชัดจาก Instagram ที่มีคอมมูนิตี้ที่มีความสนใจเฉพาะอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อเป็นเช่นนี้แบรนด์ที่มีความเฉพาะตัว หรือความสนใจเฉพาะก็เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองกลุ่มเป้าหมายของตัวเองเพียง อีกทั้งยังถือเป็นโอกาสดีสำหรับแบรนด์ที่มีความนิยมเฉพาะกลุ่มที่จะได้สื่อสารผ่านคอมมูนิตี้เหล่านี้ เพื่อเป็นที่รู้จักมากขึ้น ขยายตลาดและดึงดูดผู้ที่สนใจ 

6.ประเมินคุณค่าของคอนเทนต์ที่มีมากกว่ายอดไลค์
บางครั้งยอดไลค์ก็อาจไม่ได้วัดเรื่องของความสำเร็จของแบรนด์ แต่การที่แบรนด์สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาเพื่อวิเคราะห์ถึงกลุ่มลูกค้าและพฤติกรรมของผู้บริโภค สร้างเป็นกลุ่มคอนเทนต์ที่มีความน่าสนใจดึงดูดกลุ่มเป้ามหายให้มากขึ้น เหล่านี้จะช่วยให้เกิดการแชร์และเผยแพร่ไปยังกลุ่มต่างๆ เกิดเป็นการดึงดูดใจและเพิ่มยอดขายให้มากขึ้นในที่สุด

 

 

 

 

 

ที่มา : brandinside