05 พฤษภาคม 2564 yarinda
E-SPENDING ของคนไทยปัจจุบัน

จากข้อมูลในปี พ.ศ. 2562 โดย คุณธนาวัฒน์ มาลาบุปผา CEO & Co-founder, Priceza/นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ไทย ได้พูดถึงเรื่อง "Where Thais spend their e-money" ไว้ ซึ่งเป็นบทความที่น่าสนใจมากๆ วันนี้เราได้นำบทความนี้มาสรุปให้ทุกท่านได้อ่านกันค่ะ  

เราจะมาพูดถึงเรื่อง การใช้จ่ายผ่านสื่อออนไลน์ (e-spending) ของคนไทย ในปัจจุบัน อยู่ที่ 2% ของมูลค่าการค้าปลีกทั้งหมด ซึ่งนับเป็นจำนวนที่น้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ที่มี e-spending อยู่ที่ 24% 

แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดออนไลน์ (e-commerce) ของไทย ยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก พราะคนไทยมีสถิติการใช้อินเตอร์เน็ตโดยเฉลี่ยที่ 9 ชั่วโมงต่อวัน โดยสื่อโซเชียลมีเดียเป็นอันดับแรกที่คนไทยใช้เวลาด้วยมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยดังนี้
Facebook 42%
Line 34%
Instagram 19%

เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อมูลการช็อปปิ้งออนไลน์ จะเห็นได้ดังนี้ 
e-marketplace 47%
social media 38% 
ร้านค้าปลีกออนไลน์ (e-retail) 15% 
จะเห็นได้ว่าสื่อโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางการซื้อขายที่มีศักยภาพน่าสนใจมากในปัจจุบัน

การซื้อสินค้า-บริการทางออนไลน์ของผู้บริโภคชาวไทย เกิดจาก 3 พฤติกรรมหลัก คือ
1. การค้นหา (Search-led) 35% : เมื่อผู้บริโภคต้องการสินค้าประเภทใด ก็จะเข้ามาค้นหาข้อมูลของสินค้านั้นๆ ผ่านทาง search engine หรือโซเชียลมีเดีย
2. การค้นพบใหม่ (Discovery) 53% : ผู้บริโภคไม่ได้มีความต้องการในสินค้าชนิดใดเป็นพิเศษ แต่เมื่อเข้ามาท่องในโลกโซเชียลมีเดีย และพบสินค้าต่างๆ จึงเกิดความต้องการตามมา
3. อื่นๆ 12%

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การค้นพบใหม่ (Discovery) มีสัดส่วนมากที่สุดในพฤติกรรมการช็อปปิ้งออนไลน์ของคนไทย โดยการค้นพบใหม่เกิดจากการใช้เวลาในโซเชียลมีเดียคือ Facebook, Facebook Live, TikTok, Instagram, Line และ Youtube 

ดังนั้นจึงอาจตีความได้ว่า ยิ่งผู้บริโภคใช้เวลากับโซเชียลมีเดียมากเท่าไร แนวโน้มที่พวกเขาจะจับจ่ายผ่านทางโซเชียลมีเดียก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น (แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้มีความต้องการในสินค้าและบริการชนิดนั้นๆ ตั้งแต่แรกก็ตาม) โดยตามข้อมูล ผู้บริโภคชาวไทยที่ซื้อของผ่านโซเชียลมีเดียนั้นมีอยู่ถึง 40% ซึ่งนับเป็นค่าเฉลี่ยที่มากที่สุดของโลก

สาเหตุหลักที่ผู้บริโภคชาวไทยนิยมการช็อปปิ้งผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย แบ่งออกเป็น 3 ข้อ คือ
1. ผู้บริโภคสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแอดมินโดยตรง ให้ความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนการไปเดินห้างสรรพสินค้า และปรึกษาข้อมูลจากพนักงานโดยตรง แตกต่างจากการซื้อขายทาง e-marketplace (เช่น Lazada, Shopee) ที่การสื่อสารเป็นไปได้ยากกว่า
2. ผู้บริโภคชาวไทยนิยมการต่อรองราคา ซึ่งสามารถเป็นไปได้มากกว่าเมื่อซื้อผ่านโซเชียลมีเดีย
3. ผู้บริโภคต้องการการตอบรับบริการที่รวดเร็วทันใจ

 

ดังนั้นหากผู้ขายต้องการเพิ่มยอดขายให้กับสินค้าและบริการ ปัจจัยแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ การบริการจากแอดมินเพจที่รวดเร็วทันใจ และตอบข้อสงสัยของผู้บริโภคได้อย่างกระจ่างนั่นเอง