10 พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิตอล

10 พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิตอล

10 พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิตอล- wynnsoft solution company limited

10 พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิตอล

10 พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิตอล

10 พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิตอล


การทำการค้าในยุคดิจิตอล เราอาจจำเป็นต้องศึกษาและเรียนรู้ความเป็นไปในพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อให้การทำธุรกิจของเรามีประสิทธิภาพ เป็นไปได้ และเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด โดยพฤติกรรมแต่ละอย่างของผู้บริโภคนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมและการใช้ชีวิตประจำวัน ทุกอย่างจะส่งผลร่วมกันเกิดเป็นพฤติกรรมต่างๆ เมื่อเราทราบพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคแล้ว ดังนั้นเราควรนำข้อมูลทั้งหมดมาใช้เพื่อประยุกต์ ปรับใช้ ปรับแผนการตลาดอยู่อย่างสม่ำเสมอให้เข้ากับธุรกิจของตน เพื่อความก้าวหน้าในอนาคตและได้รับผลกำไรอย่างน่าพอใจ 

1. Multi-tasking ในอุปกรณ์ดิจิตอลจะเริ่มเข้ามาแทนที่การดูทีวี 
Multi-tasking คือการทำงานของหลายฟังก์ชันบนอุปกรณ์ดิจิตอลพร้อมกัน โดย 3 ใน 4 ของผู้ใช้งานอุปกรณ์ดิจิตอลมักจะใช้อุปกรณ์ของพวกเขาขณะที่กำลังดูทีวีไปด้วย ดังนั้นควรดึงดูดความสนใจอย่างสร้างสรรค์ด้วยการทำการตลาดแบบ Dual Screen 

2. ความนิยมในการฟังเพลงผ่านอินเทอร์เน็ต
ผู้คนส่วนใหญ่มักฟังเพลงจากแหล่งออนไลน์ เช่น Youtube และการเจริญเติบโตของเว็บไซต์เหล่านี้คือโฆษณาทั้งหลายนั่นเอง ดังนั้นการโฆษณาจึงเป็นสิ่งที่แบรนด์ควรให้ความสำคัญ เพราะมันจะทำให้ผู้บริโภคทั้งหลายรู้จักและให้ความสนใจในแบรนด์ของเรา

3. ผู้ใช้สมาร์ทโฟน มักจะเกลียด Targeted Ads
ประโยคข้างต้นอาจทำให้นักการตลาดรู้สึกหมดกำลังใจในการทำงาน แต่กว่า 90% ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนไม่ชอบโฆษณาที่เจาะจงเป้าหมายจากพฤติกรรมการใช้งาน พวกเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องของการล้ำสิทธิส่วนบุคคล ดังนั้นนักการตลาดควรระวังและการทำการตลาดต้องไม่สร้างความน่ารำคาญต่อผู้บริโภค

4. ผู้บริโภคต้องการภาพ ไม่ใช่ คำพูด
ภาพสามารถสื่อความหมายได้อย่างรวดเร็ว และไม่ใช้เวลามากเท่ากับคำพูด อีกทั้งคอนเทนต์ที่มีภาพถ่ายเยอะมักมีอิทธิพลมากกว่าคอนเทนต์ประเภทคำพูด ในต่างประเทศ เว็บไซต์ Pinterest, Tumblr กลับได้รับความนิยมจากวัยรุ่นมากกว่า Facebook เสียอีก เพราะคอนเทนต์ภาพสามารถสร้างการมีส่วนร่วมได้มากกว่าคอนเทนต์ประเภทอื่น

5. ผู้บริโภคมักใช้เวลาว่างบนโลกไซเบอร์ เป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักการตลาด 
นักการตลาดต้องทำให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภค ดังนั้นการดึงความสนใจผู้บริโภคได้สำเร็จก็จะส่งผลให้แบรนด์ของเรามีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นและถูกสนใจจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่นเว็บไซต์เกี่ยวกับสุขภาพและการดูแลตัวเอง หรือเว็บไซต์เกี่ยวกับการพักผ่อนหย่อนใจให้ความบันเทิง เป็นต้น 

6. Snapchat / Instagram แท้จริงอาจมีไว้เพื่อการตลาด ไม่ใช่การส่งต่อภาพลามกอนาจาร
แอปพลิเคชั่นเหล่านี้มีคอนเทนต์หลักคือการนำเสนอภาพ และเริ่มเป็นที่นิยมต่อคนหมู่มากแล้ว หากนักการตลาดใช้ช่องทางนี้ให้เกิดประโยชน์ก็มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จได้มากเช่นกัน

7. Tablet กลายเป็นช่องทางการซื้อขายหลัก
Tablet เริ่มมีการใช้งานกันอย่างหลากหลายมากขึ้น และมียอดการใช้งานมากกว่าสมาร์ทโฟน เนื่องจากสามารถพกพาติดตัวไปได้อย่างสะดวกสบาย ดังนั้นทางแบรนด์ต้องมีการปรับรูปแบบเว็บไซต์ รวมไปถึงสื่ออื่นเพื่อรองรับผู้ใช้งาน Tablet ให้พร้อมอยู่เสมอ

8. Amazon เป็น Search Engine สำหรับการชอปปิ้งที่ใหญ่ที่สุด
ในต่างประเทศผู้บริโภคมักชอปปิ้งโดยผ่านเว็บไซต์ของ Amazon มากกว่า Google และเป็นแนวโน้มที่จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งเป็นตลาดสินค้าออนไลน์ที่มีกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อแบรนด์ควรทำให้สินค้าเข้าไปอยู่ใน Amazon และทำให้เกิดเป็นที่นิยมในนั้นเว็บไซต์นั้น

9. ห้ามละเลย Google+
Google ได้ให้ความชัดเจนในการที่จะผลักดันให้ Google+ ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยม โดยในตอนนี้มีการเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ มากขึ้นเพื่อดึงดูดให้สมาชิกเกิดความสนใจใน Google+ หรือมีการลองใช้ประโยชน์จาก Google+ ด้วย

10. ผู้บริโภคอาจจะรู้เรื่องราคาดีกว่าที่คุณรู้
ผู้บริโภคมักใช้ร้านค้าเป็น Showrooming นั่นก็คือ การใช้สโตร์เป็นสถานที่ชมและทดลองสินค้าและไม่ได้ทำการซื้อที่ร้าน แต่กลับไปสั่งซื้อออนไลน์ที่มีราคาถูกกว่าสโตร์ โดยเทรนด์นี้เป็นสิ่งที่น่าจับตามองในช่วงคริสมาสต์ปี 2012 และคาดว่าเทรนด์นี้จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ผู้บริโภคสามารถเลือกและชมสินค้าที่ตรงกับความต้องการ และหาโปรโมชั่นหรือร้านที่มีราคาถูกที่สุดได้ ดังนั้นแบรนด์ควรมีการทำการตลาดที่ดี เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคสั่งซื้อสินค้าในทุกช่องทาง






ที่มา : brandbuffet