5 สูตรปรับตัว ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด

5 สูตรปรับตัว ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด

5 สูตรปรับตัว ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด- wynnsoft solution company limited

5 สูตรปรับตัว ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด

5 สูตรปรับตัว ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด

5 สูตรปรับตัว ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด


ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปตามรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ และเพื่อให้อยู่รอดคนเราต้องมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่นเดียวกันกับการทำธุรกิจ จำเป็นต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับรูปแบบยุคสมัยด้วย เพราะสินค้าต้องมีความทันสมัยและใส่ใจผู้บริโภคอยู่เสมอ อีกทั้งปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูงเกี่ยวกับธุรกิจที่หวังยอดการซื้อขายจากการถูกใจเป็นหลัก อีกทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ไม่เคยหยุดอยู่นิ่ง เปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

จากกฎของเมนเดล บิดาทางพันธุศาสตร์ได้กล่าวเอาไว้ว่า สิ่งมีชีวิตที่จะมีโอกาสรอดในธรรมชาติได้ ต้องรู้จักการปรับตัว ไม่เช่นนั้นจะถูกคัดออกโดยธรรมชาติ หรือไม่ก็ตายไปในที่สุด โดยกฎข้อนี้ดุเหมือนว่าจะใช้ได้กับธุรกิจในทุกยุคและทุกสมัย

เมื่อเราต้องการอยู่รอด เราก็ต้องดิ้นรน  ธุรกิจต่างๆ ก็ต้องเร่งปรับตัวให้ประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้น เริ่มคิดไอเดียและแนวทางที่จะเสริมธุรกิจด้านต่างๆ และวิธีการต่อไปนี้ก็เป็นเพียงแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการหลายๆ ท่านลองเอาไปปรับใช้ และประยุกต์ให้เหมาะสมกับธุรกิจของตนเองมากที่สุด และไอเดีย วิธีการเหล่านี้จะมีอะไรบ้าง ถ้าพร้อมแล้ว มาดูกัน 

1.มีความเรียบง่าย ใช้งานได้โดยไม่ต้องคิด
ไอเดียแรกนั่นก็คือ การทำให้สินค้า บริการ หรือโมเดลธุรกิจของเรานั้นง่ายที่สุด ภาษากลยุทธ์เรียกว่า Tactic (less is more) คือการใช้แรงนิดเดียวแต่ได้ผลลัพธ์มหาศาล เกิดประโยชน์มากมาย โดยรายละเอียดหรือกลไกนิดเดียว ตัวอย่างธุรกิจเช่น ตัวต่อ Lego, บริการคลิกเดียวสั่งได้ (One Click Ordering) ของ Amazon, เครื่องเล่น iPod (มีปุ่มเดียว) หรือ Google ที่ทั้งหน้าจอนั้นมีแค่ช่องค้นหากับปุ่มค้น ฯลฯ ลองลดขั้นตอนความยุ่งยากของสินค้าบริการของเราลงดู อาจได้ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงก็ได้ 

2.เพิ่ม สร้าง เปลี่ยน ประสบการณ์ใหม่
ไอเดียนี้เป็นการมองหาประสบการณ์เพิ่มเติม หรือสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น การทำให้บรรยากาศร้านนั้นมีความน่านั่ง น่าทำงาน สบายๆ ผ่อนคลายเหมือนอยู่บ้าน อย่าง Starbucks หรือ การเรียกแท็กซี่ผ่านมือถือด้วย Grab หรือ Uber หรือไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารที่อยู่ในฟาร์ม พร้อมเสิร์ฟสดถึงโต๊ะ ท่ามกลางธรรมชาติอย่าง Farm-to-table ฯลฯ และอยากให้ผู้ประกอบการมองว่าสินค้าและบริการของตนนั้นสามารถเพิ่มประสบการณ์อะไรให้ลูกค้าได้อีกบ้าง นอกจากตัวสินค้าเอง  และกฎพื้นฐานความต้องการของลูกค้า คือ Better, Cheaper, Farter หมายถึง สินค้า บริการ หรือประสบการณ์ที่ดีกว่า คุ้มค่า และไม่ต้องรอ อีกหนึ่งข้อนั่นก็คือ ความรู้สึกพิเศษเฉพาะลูกค้าเท่านั้น (Exclusivity)

3.ทำให้เล็กลง ง่ายขึ้น และถูกลง
บางครั้งที่ผู้บริโภคไม่ซื้อสินค้าของเรา หรือซื้อสินค้าของเราน้อย นั่นอาจเป็นเพราะสินค้าของเรานั้นใหญ่เกินไป หรือได้รับปริมาณที่มากเกินไป ควรปรับลดให้มีปริมาณที่เหมาะสมและพอเหมาะพอดีมากขึ้น และการปรับขนาดนี้เองอาจทำให้ขายสินค้าได้มากขึ้น เร็วขึ้น 
ยกตัวอย่างเช่น อดีตฟาสต์ฟู้ด เปิดตัวไอศกรีมถ้วยละ 15 บาท ยอดขายก็พอมีบ้าง แต่พอปรับราคาเหลือ 7 บาท ยอดขายเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ไอเดียนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจของเราได้ โดยอาจมองจากการปรับเปลี่ยนบริการให้เล็กลง ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ถูกลง หรืออื่นๆ ตามความเหมาะสม

4.หาพันธมิตรธุรกิจ เร่งเติบโต
การเลือกพันธมิตรธุรกิจ โดยหลักพื้นฐานคือ ควรเลือกพันธมิตรที่แข็งแรง อีกทั้งต้องเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกันและสามารถเพิ่มกลุ่มเป้าหมายได้เป็นจำนวนมาก 
ยกตัวอย่างเช่น Nike จับมือกับ Apple เพื่อเปลี่ยน iPod ให้เป็นเทรนเนอร์ในการวิ่ง ทำให้รองเท้าวิ่งขายดีขึ้นพร้อมๆ กับไอพอด หรืออย่างการที่ Lazada บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ใช้บริการของ Kurry Xpress จนทำให้แบรนด์รับส่งสินค้านี้เป็นที่จดจำและมีฐานลูกค้ามากมาย พันธมิตรที่ใหญ่กว่าอาจทำให้ได้กำไรต่อหน่วยลดลง แต่มีปริมาณการใช้สินค้าหรือบริการที่มากกว่า ถึงแม้ว่างานจะหนักแต่สิ่งที่ได้มานอกจากกำไรก็คือ ฐานข้อมูลลูกค้าที่สามารถนำไปใช้หากินต่อได้ในอนาคต

5.แสวงหาลูกค้ากลุ่มใหม่
ยุคที่ธุรกิจไม่ได้ขาดแคลนสินค้า หรือ บริการ แต่เป็น ลูกค้า ที่หายากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด เพราะใครๆ ก็สามารถกระโดดเข้ามาเล่นหมากเกมนี้ได้ไม่ยาก และไอเดียนี้ต้องการจะบอกเราว่า อย่ามัวไปแย่งกินกับลูกค้ากลุ่มเดิมเลย เพราะนับวันจำนวนคู่แข่งที่เพิ่มขึ้น ก็เปรียบเสมือนตัวหารที่มากขึ้น โอกาสทางธุรกิจก็ลดลง ทั้งรายได้ กำไร การเติบโต 
อย่างเช่น Zipcar บริการเช่ารถขับจากเต็นท์สู่เต็นท์ ที่จับกลุ่มสมาชิกที่อยากมีรถขับไปซ้ำคัน แต่ไม่ต้องการซื้อรถเป็นของตนเอง สมาชิกสามารถเลือกขับรถรุ่นใดก็ได้จากเต็นท์ใกล้ที่พัก เพื่อไปจอดยังเต็นท์ Zipcar ที่ใกล้เป้าหมายปลายทาง หรือในทางกลับ โดยเสียค่าสมาชิกและค่าน้ำมัน

หากสังเกตดูดีๆ จะพบว่าไอเดียที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะถึงแม้โลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ความต้องการของผู้บริโภคก็ยังคงเดิม แต่อาจจะมีบริบทการใช้สินค้าหรือบริการที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยบ้าง แต่โดยลึกๆ แล้วผู้บริโภคก็ยังต้องการความสะดวกสบาย ทั้งกาย ทั้งใจ และกระเป๋าสตางค์ ดังนั้นไอเดียทั้งหมดข้างต้นหากนำมาประยุกต์ให้เข้ากับเหตุการณ์ต่างๆ และบริบททางสังคมในอนาคตอีกครั้ง เราอาจสามารถพลิกววิกฤตให้เป็นโอกาสอย่างที่คาดไม่ถึงก็ได้








ที่มา : smethailandclub