6 ข้อผิดพลาดที่ สตาร์ทอัพ ต้องเจอ

6 ข้อผิดพลาดที่ สตาร์ทอัพ ต้องเจอ

6 ข้อผิดพลาดที่ สตาร์ทอัพ ต้องเจอ - wynnsoft solution company limited

6 ข้อผิดพลาดที่ สตาร์ทอัพ ต้องเจอ

6 ข้อผิดพลาดที่ สตาร์ทอัพ ต้องเจอ

6 ข้อผิดพลาดที่ สตาร์ทอัพ ต้องเจอ


สตาร์ทอัพเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่บ้านเรา ซึ่งในช่วงสองสามปีมานี้ธุรกิจสตาร์ทอัพเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย ด้วยความเป็นสมัยใหม่ ไอเดียใหม่ นวัตกรรมทันสมัย เพื่อขับเคลื่อนตลาดใหม่ สร้างรายได้ เพิ่มความท้าทายให้กับเหล่านักธุรกิจรุ่นใหม่ และถึงแม้ว่าจะมีการผุดขึ้นของเทคโนโลยีอย่างทันสมัยเพื่อเกื้อหนุนสตาร์ทอัพ แต่ก็ใช่ว่าทุกธุรกิจจะประสบความสำเร็จจนกลายเป็นธุรกิจที่โดดเด่นเสมอไป เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยมากมายที่เป็นอุปสรรคสกัดดาวรุ่งให้พังและล้มกันไปข้าง และเช่นเดียวกันทุกปัญหามีทางออก การรู้และศึกษาเกี่ยวกับข้อผิดพลาดเหล่านี้จะช่วยให้เรามีธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้ เพราะเรื่องแบบนี้ รู้ก่อน แก้ไขได้

ผู้ก่อตั้งบริษัทเพียงคนเดียว
บริษัทสตาร์ทอัพที่จะประสบความสำเร็จนั้นมีน้อยมากที่จะประกอบไปด้วยผู้ก่อตั้งเพียงคนเดียว ลองสำรวจและค้นหาพาร์ทเนอร์ที่มีความคิด ความฝันเดียวกัน มีใครที่จะร่วมสร้างฝันไปด้วยกันหรือไม่ เพราะการทำงานเป็นทีมนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าทำงานคนเดียวอย่างแน่นอน เมื่อมีการร่วมแชร์ไอเดีย นำความรู้ความสามารถของพาร์ทเนอร์มาร่วมแชร์เพื่อพัฒนาผลงาน คอยเตือนในเรื่องที่แย่หรือช่วยกันสนับสนุนนในเรื่องที่ดี แก้ไขปัญหาและก้าวข้ามผ่านสถานการณ์สำคัญ เพราะฉะนั้นการมีพาร์ทเนอร์เพื่อร่วมลงแรง กำลัง และใจ ย่อมดีกว่าการคิดและทำงานอยู่คนเดียวแน่นอน

ทำเลที่ตั้งไม่เกื้อหนุน
สถานที่ตั้งนั้นมีความสำคัญอย่างไร หากสังเกตจะพบว่าสตาร์ทอัพนันมักจะเติบโตอยู่ในพื้นที่ เช่น Silicon valley ตามด้วย Boston, Seattle, Austin, Denver และ New York ส่วนประกอบของเมืองมีความสำคัญมากในการเกิ้อหนุนบริษัทให้เติบโต อาจวัดจากว่าเมืองใดเป็นศูนย์กลางของสิ่งที่สนใจอยากเปิดสตาร์ทอัพ รวมไปถึงเรื่องการเงิน เรื่องของสื่อในการเผยแพร่ ระบบอุตสาหกรรมที่รวมบุคคลเจ๋งๆ มาอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรฐานในการทำงานที่สูง การวัดผลในการทำงาน คนที่อยากทำงานด้วย หรือคนที่อยากจ้างงานด้วยอยู่ในพื้นที่นั้นเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีการสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างเป็นรูปธรรม

ความดันทุรังและดื้อรั้น
ความดันทุรังและดื้อรั้นอาจทำให้บางสิ่งบางอย่างประสบความสำเร็จได้ หรืออาจเป็นหนทางไปสู่ความสำเร็จ แต่กับธุรกิจสตาร์ทอัพไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะหัวใจของการทำงานรูปแบบสตาร์ทอัพคือ การลองผิดลองถูก อันไหนไม่ดี ไม่ก้าวหน้า ก็สามารถหา ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง และแก้ไขได้ทันทีเสมือนกับการทดลองวิทยาศาสตร์ และแตกต่างจากธุรกิจทั่วไปที่ตั้งธงความสำเร็จไว้เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องการทำคือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า สามารถปรับเปลี่ยนไปใช้ได้ทุกสถานการณ์ ดังนั้นอย่ายึดมั่นอยู่กับแนวทางเดิม ความคิดเดิม เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายแต่ต้องปรับเปลี่ยนสถานการณ์เป็นการเรียนรู้เรื่องเฉพาะหน้า ทิ้งไอเดียเก่า เปิดใจรับไอเดียใหม่เพื่อทดลองใช้กับธุรกิจสตาร์ทอัพของเรา

การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ไม่สมเหตุสมผล
บางบริษัทเปิดตัวล่าช้าเนื่องจากใช้เวลาไปกับการพัฒนาซอฟท์แวร์ให้มีความสมบูรณ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการทำให้เสียเวลาและต่างก็ใช้เวลามากที่จะสำเร็จ 100% สิ่งทิ่อยากจะแนะนำนั่นก็คือ ถ้าหากผลิตภัณฑ์ของเรานั้นมีความเรียบร้อยถึง 85% แล้ว ก็เพียงพอที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์เวอร์ชั่นแรกให้เป็นที่รู้จัก เพราะยิ่งเปิดตัวเร็วเท่าไหร่ก็จะได้รับฟีดแบคจากลูกค้าอย่างเร็วขึ้นเพื่อเป็นการพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้นต่อไป และอีกกรณีก็คือการเปิดตัวผิลตภัณฑ์ที่รวดเร็วจนเกินไป อาจทำให้ลูกค้าไม่เข้าใจในผลิตภัณฑ์ ถ้าเป็นอย่างนั้น จังหวะที่ดีของการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อยู่ตรงไหน สำหรับคำตอบนั่นก็คือ ถ้าหากสินค้าและบริการของเรามีความพร้อมเสนอสู่สายตาลูกค้าและมีการใช้งานอย่างตรงประสิทธิภาพมากที่สุด จังหวะนั้นคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง เพื่อเป็นการโปรโมทและบอกต่อกันได้ถึงแม้จะยังไม่เพอร์เฟ็ค 100% ก็ตาม

ไม่ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน
เมื่อไม่กำหนดกลุ่มเป้าหมาย เราก็ไม่อาจทราบจุดประสงค์ของการธุรกิจอย่างแท้จริงได้ ถ้าหากกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนแล้ว ก็จะสามารถตอบคำถามได้ว่า การทำผลิตภัณฑ์นี้ ทำขึ้นมาเพื่ออะไร เพื่ออะไร มุ่งเน้นไปที่บุคคลกลุ่นไหน เพื่อเป็นการพัฒนาให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย เข้าใจในความต้องการอย่างแท้จริง และสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงจุด

ไม่รอบคอบในการทำหลักประกันเพื่อความมั่นคงของบริษัท
ถึงแม้ว่าบริษัทจะเพิ่งเริ่มก่อตั้งและมีผู้ร่วมงานในจำนวนไม่มาก แต่ก็ใช่ว่าเรานั้นจะละเลยในเรื่องของความมั่นคง หลักประกันเพื่อความมั่นคงของบริษัท เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดจากการเปิดธุรกิจนั้นมีมากมาย ทั้งปัญหาภายใน อาทิ การยักยอกเงินของผู้ร่วมงาน ลูกจ้าง ปัญหาภายนอกเช่น เกิดจากการร้องเรียนของลูกค้า หรือเกิดอุบัติจากยวดยานพาหนะที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ ฯลฯ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาพื้นฐานที่สตาร์ทอัพทุกคนมีโอกาสที่ต้องประสบพบเจอ ฉะนั้นการทำหลักประกันเพื่อความมั่นคงของบริษัทจึงมีความสำคัญมาก ลองเลือกหลักประกันที่เหมาะสมกับบริษัท คุ้มครอง และเป็นพาร์ทเนอร์เพื่อให้เราพร้อมและอุ่นใจ กล้าเผชิญการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ







ที่มา : daily.rabbit